การดูแลสุขภาพช่องปาก

สุขภาพอนามัยของปากเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือโรคต่าง ๆ การดูแลอนามัยของช่องปาก ควรส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมทันตสุขภาพที่ดี มีการปฏิบัติอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอตั้งแต่เยาว์วัย ประเด็นสำคัญที่ควรทราบ เกี่ยวกับการดูแลอนามัยช่องปาก มีดังนี้

1. การทำความสะอาดช่องปาก   การทำความสะอาดช่องปาก เป็นการกำจัดเศษอาหารที่ตกค้าง ทำให้ปากสะอาด และช่วยลดการเกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ และโรคในช่องปากต่างๆ การทำความสะอาดในช่องปากมีหลายวิธี ได้แก่

                1.1 การเช็ดปาก เป็นวิธีการทำความสะอาดช่องปากเด็กเล็ก โดยใช้ผ้าสะอาดชิ้นเล็กๆ ชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดสันเหงือก เพดาน ลิ้น และกระพุ้งแก้มเด็ก วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อให้เด็กมีปากที่สะอาด ไม่เกิดเชื้อรา ช่วยให้เด็กมีความเคยชิน กับการมีช่องปากที่สะอาด และมีนิสัยรักการแปรงฟัน เมื่อเด็กโตขึ้น การเช็ดทำความสะอาดช่องปากเด็ก ควรเริ่มตั้งแต่เด็กยังไม่มีฟัน คือ อายุประมาณ 4 เดือน จนถึงเมื่อมีฟันกรามน้ำนมขึ้นแล้ว เมื่ออายุประมาณ 1½-2 ขวบ การเช็ดฟันจะไม่สามารถทำความสะอาดได้เพียงพอ เพราะฟันกรามมีร่อง และหลุมฟันที่ลึก ผู้ปกครองเด็กจึงควรแปรงฟันให้เด็ก แทนการเช็ดปาก

                1.2 การแปรงฟัน การแปรงฟันเพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ ทำให้ฟันสะอาด และไม่เป็นโรค วิธีการแปรงฟันมีหลายวิธี ซึ่งจะเสนอแนะวิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ในกลุ่มเด็กเล็กที่มีแต่ฟันน้ำนม และกลุ่มเด็กที่มีฟันผสม หรือมีแต่ฟันแท้

              1.2.1  การแปรงฟันในเด็กวัยก่อนเรียน เด็กวัยนี้ไม่สามารถแปรงฟันให้สะอาด ได้เอง เนื่องจากกล้ามเนื้อมือยังพัฒนาการได้ไม่ดีนัก ดังนั้น พ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็กจึงควรเป็นผู้ที่แปรงฟันให้เด็ก การแปรงฟันให้เด็กเล็กๆ วิธีที่นิยมใช้ คือ วิธีถูไปมาซึ่งมีวิธีการแปรงที่ง่ายๆ โดยการวางแปรง ให้ตั้งฉากกับผิวฟัน ถูไปมาสั้นๆ ในแนวนอน และการทำความสะอาดแต่ละพื้นที่ ควรทำซ้ำกันประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงขยับแปรงไปบริเวณที่ยังไม่ได้แปรง แปรงให้ครบทุกซี่ และทุกด้านของฟัน โดยแปรงให้เป็นระบบดังนั้น (ภาพที่ 1)

 

o         

การแปรงฟันด้านติดแก้ม การแปรงฟันบริเวณนี้ควรให้เด็กหุบปากเล็กน้อย เริ่มแปรงจากฟันซี่ในสุดของขากรรไกรบนด้านหนึ่ง แปรงแบบถูไปมา ผ่านมาทางฟันหน้าบน ไปจนถึงฟันหลังซี่ในสุด ของฟันบนอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงขยับแปรงสีฟันลงไป แปรงฟันล่างด้านติดแก้ม ที่อยู่ด้านเดียวกัน แปรงแบบถูไปมา ผ่านมาทางฟันหน้าล่าง ไปจนถึงฟันซี่ในสุด ของขากรรไกรล่างอีกด้านหนึ่ง

การแปรงฟันด้านติดลิ้น ในเด็กอ้าปากกว้างๆ เริ่มแปรงจากฟันบนซี่ในสุดด้านเดียว กับที่สิ้นสุดของการแปรงฟันล่าง ด้านติดแก้ม แปรงแบบถูไปมา แปรงจากซี่ในสุดผ่านมาทางฟันหน้าบน ที่บริเวณนี้ให้วางขนแปรงให้สัมผัสกับผิวฟันในแนวตั้ง กวาดขนแปรงจากคอฟันไปปลายฟัน ทำซ้ำกันประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงแปรงผ่านมาทางฟันหลัง โดยใช้วิธีถูไปมา จนถึงซี่ในสุดของฟันบนอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงขยับแปรงลงมาแปรงฟันล่างด้านติดลิ้น ด้านเดียวกัน แปรงจากซี่ในสุดแบบถูไปมา ผ่านมาทางฟันหน้าล่าง ซึ่งบริเวณนี้ใช้วิธีเช่นเดียวกับฟันหน้าบน แล้วแปรงผ่านมาทางฟันหลัง ด้วยวิธีถูไปมา จนถึงฟันหลังซี่ในสุด ของฟันล่างอีกด้านหนึ่ง

การแปรงฟันด้านบดเคี้ยว วางขนแปรงบนด้านบดเคี้ยวของฟันกรามบน ด้านที่เริ่มแปรงฟันด้านติดแก้ม แปรงถูไปมาสั้นๆ สักประมาณ 4-5 ครั้ง แปรงให้ครบทั้ง 4 ด้าน คือ ฟันกรามบนอีกด้านหนึ่ง ฟันกรามล่างซ้ายและขวา

การแปรงลิ้น วางขนแปรงให้ตั้งฉากกับลิ้น แล้วปัดขนแปรงออกนอกปาก ประมาณ 4-5 ครั้ง

ข้อสำคัญของการแปรงฟันเด็ก คือ ผู้ปกครองควรใช้มือข้างที่ไม่ได้จับแปรงสีฟัน ช่วยประคองคางเด็ก ใช้นิ้วช่วยดันแก้ม และริมฝีปากออก เพื่อให้เห็นบริเวณที่จะแปรง วิธีนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้แปรงสีฟัน กระแทกถูกริมฝีปาก หรือกระพุ้งแก้มของเด็ก ส่วนยาสีฟันในเด็กเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะเด็กยังควบคุมการกลืนได้ไม่ดีนัก แต่หากต้องการใช้ ก็ควรใช้ในปริมาณเท่าเม็ดถั่วเขียว และเลือกใช้ยาสีฟันสำหรับเด็ก เพราะจะมีปริมาณฟลูออไรด์น้อยกว่าของผู้ใหญ่ แปรงสีฟันควรเลือกชนิดที่มีขนอ่อน มีขนาดของหัวแปรงพอเหมาะ กับปากเด็ก คือ ขนแปรงครอบคลุมฟันประมาณ 3 ซี่

1.2.2  การแปรงฟันในเด็กวัยเรียน และผู้ใหญ่ การแปรงฟันในกลุ่มอายุที่มีฟันผสม หรือฟันแท้ จะแตกต่างกับกลุ่มเด็กที่มีฟันน้ำนม ทั้งนี้เนื่องจากรูปร่างของฟันน้ำนม และฟันแท้แตกต่างกัน วิธีแปรงฟันที่แนะนำได้แก่ การแปรงฟันแบบขยับปัดเป็นวิธีการแปรงฟันที่ง่าย และทำความสะอาดฟันได้ดี

การแปรงฟันแบบขยับปัด   การวางขนแปรงจะแตกต่างกับการแปรงฟัน เด็กวัยก่อนเรียน คือ วางขนแปรงเอียงทำมุมประมาณ 45 องศา กับบริเวณรอยต่อระหว่างขอบเหงือกกับตัวฟัน ขยับขนแปรงไปมาสั้นๆ ในแนวนอน ประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วปัดขนแปรงไปทางด้านปลายฟัน ควรทำให้เป็นระบบเช่นเดียวกับการแปรงฟัน เด็กวัยก่อนเรียน คือ เริ่มที่การแปรงฟันบนด้านติดแก้ม ฟันล่างด้านติดแก้ม ฟันบนด้านติดลิ้น ฟันล่างด้านติดลิ้น ด้านบดเคี้ยว และแปรงลิ้น ดังนี้ (ภาพที่ 2)

 

การแปรงฟันด้านติดแก้ม เริ่มแปรงที่ฟันบนด้านในสุด ด้านใดด้านหนึ่ง วางขนแปรงเอียงทำมุม 45 องศา กับรอยต่อระหว่างขอบเหงือกกับตัวฟัน ขยับไปมาสั้นๆ ในแนวนอน ประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วปัดขนแปรงลงมา แปรงผ่านมาทางฟันหน้าบน ไปจนถึงฟันบนซี่ในสุดของอีกด้านหนึ่ง ขยับแปรงลงไปแปรงฟันล่างซี่ในสุด ด้านติดแก้มของด้านเดียวกัน แปรงด้วยวิธีเดียวกับฟันบน แปรงผ่านมาทางฟันหน้าล่าง ไปจนถึงฟันล่างด้านติดแก้ม ซี่ในสุดของอีกด้านหนึ่ง

การแปรงฟันด้านติดลิ้น เริ่มแปรงที่ฟันบนด้านเพดานซี่ในสุด ด้านเดียวกับที่สิ้นสุดของการแปรงฟันล่าง ด้านติดแก้ม ขยับแปรงไปมาสั้นๆ ในแนวนอนสัก 4-5 ครั้ง แล้วปัดขนแปรงลงมา แปรงผ่านมาทางฟันหน้าบน บริเวณนี้ควรวางขนแปรงให้สัมผัสกับผิวฟันในแนวตั้ง กวาดขนแปรงออกมาทางปลายฟัน ทำซ้ำที่เดียวกันสัก 4-5 ครั้ง แล้วจึงแปรงผ่านไปทางฟันหลัง ด้วยวิธีขยับไปมาสั้นๆ และปัดขนแปรงลง แปรงด้วยวิธีนี้จนถึงฟันบนซี่ในสุด จากนั้นจึงขยับแปรงสีฟันลงมา แปรงฟันล่างซี่ในสุด ด้านติดลิ้นด้านเดียวกัน แปรงแบบขยับไปมา และปัดขนแปรงขึ้น ทำซ้ำกันทีละ 4-5 ครั้ง จึงแปรงผ่านไปทางฟันหน้าล่าง ใช้วิธีแปรงเช่นเดียวกับฟันหน้าบน ด้านติดลิ้น แปรงฟ่านมาทางฟันหลัง ด้วยวิธีขยับขนแปรงไปมาสั้นๆ ปัดขนแปรงขึ้น ทำซ้ำกันสัก 4-5 ครั้ง แปรงผ่านไปมาจนถึงฟันล่างด้านลิ้นซี่ในสุด

การแปรงฟันด้านบดเคี้ยว วางขนแปรงบนด้านบดเคี้ยว ของฟันบนด้านเดียวกับที่เริ่มต้นแปรงฟัน บนด้านติดแก้ม ถูไปมาสัก 4-5 ครั้ง ทำเช่นเดียวกันให้ครบทั้ง 4 ด้าน คือ ฟันกรามบนอีกด้านหนึ่ง ฟันล่างด้านซ้าย และด้านขวา

การแปรงลิ้น วางขนแปรงบนลิ้น แล้วกวาดขนแปรงออกมาประมาณ 4-5 ครั้ง ทำให้ทั่วบริเวณด้านบนของลิ้น ทำเช่นเดียวกับการแปรงลิ้นในเด็ก

2.       การขัดซอกฟัน ด้านข้างของฟัน และบริเวณฟันปลอมติดแน่น บริเวณด้านประชิด

ของฟัน หรือที่เรียกว่า ซอกฟัน ด้านข้างของฟัน และด้านใต้ของฟันปลอม ชนิดติดแน่น การแปรงฟันไม่สามารถทำความสะอาดบริเวณเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติม ไดแก่ ไหมขัดฟัน (Dental floss) แปรงสำหรับทำความสะอาดซอกฟัน (Interdental brush) แปรงสีฟันที่มีขนแปรงหมู่เดียว (Single tufted brush)

ไหมขัดฟัน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดซอกฟัน มี 2 ชนิด คือ ชนิดเคลือบขี้ผึ้ง (Waxed) และชนิดไม่เคลือบขี้ผึ้ง (Unwaxed) ไหมขัดฟันชนิดเคลือบขี้ผึ้ง ช่วยให้เส้นไหมผ่านเข้าออกได้ง่าย ทำให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว ลดการดูดซึมความชื้น และช่วยลดการฉีกขาดของเส้นไหมได้ด้วย ไหมขัดฟันมีลักษณะ และกาเรียกชื่อต่างๆ กันตามการใช้งาน ได้แก่ เดนตัล ปลอส (Dental floss) เป็นไหมขัดฟันที่ใช้กันทั่วไป ใช้สำหรับขัดซอกฟันได้ทุกวัย ซุปเปอร์ฟลอส (Super floss) เป็นไหมขัดฟันที่มีความกว้าง และหนากว่าไหมขัดฟันปกติ ส่วนปลายจะแข็ง ทำให้สะดวกต่อการสอดเข้าซอกฟัน ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับขัดซอกฟัน ในวัยผู้สูงอายุที่มีเหงือกร่นแล้ว หรือทำความสะอาดซอกฟัน ที่ใส่สะพานฟัน (Dental bridge) เดนตัล เทป (Dental tape) มีลักษณะเป็นแถบแบน มีขอบค่อนข้างคม เหมาะสำหรับทำความสะอาด ใต้ฐานของฟันปลอมชนิดติดแน่น

วิธีการใช้ไหมขัดฟัน การใช้เส้นไหมขัดฟันมี 2 วิธี คือ วิธีแรกให้ผูกเส้นไหมเป็นวงกลม แล้วใช้นิ้วกลาง หรือนิ้วนางของมือซ้ายและขวา ดันวงกลมให้ตึง อีกวิธีหนึ่ง คือ ใช้เส้นไหมพันรอบนิ้วกลางของมือซ้าย และขวา วิธีนี้ต้องใช้ไหมขัดฟันยาวประมาณ 18 นิ้ว เหลือที่ใช้งานประมาณ 2 นิ้ว ทั้งสองวิธีนี้ ให้ใช้นิ้วชี้หรือนิ้วหัวแม่มือ เป็นตัวบังคับเส้นไหม ค่อยๆ ผ่านเข้าระหว่างกเานประชิดของฟัน เมื่อผ่านจุดที่ฟันสัมผัสกันแล้ว จับเส้นไหมโอบแนบด้านประชิด ของตัวฟันซี่ใดซี่หนึ่ง เคลื่อนเส้นไหมลงไปสุดที่ร่องเหงือก ในขั้นตอนนี้อย่ากดเส้นไหมแรง เพราะอาจกระแทกเหงือก ทำให้เหงือกเจ็บ และมีผลให้เหงือกอักเสบได้ จากนั้นจึงขยับเส้นไหมขึ้นลง ประมาณ 2-3 ครั้ง โดยให้เส้นไหมโอบแนบข้างฟันตลอดเวลา เพื่อให้เส้นไหมเสียดสีที่บริเวณด้านข้างของฟัน เมื่อนำเส้นไหมออกมา จะพบว่า มีคราบจุลินทรีย์ติดออกมา จากนั้นควรขยับเส้นไหมที่ยังไม่ได้ใช้ เข้ามาแทนที่บริเวณที่ใช้งานแล้ว และจับเส้นไหมให้โอบด้านประชิดของฟัน อีกซี่หนึ่งด้วยวิธีเดิม แล้วจึงทำความสะอาดด้านประชิดของฟันซี่อื่นๆ ให้ครบทุกซี่ การใช้ไหมขัดฟันควรใช้หลังรับประทานอาหาร หรืออย่างน้อยวันละครั้ง ก่อนนอน (ภาพที่ 3)

 

 

แปรงสำหรับทำความสะอาดซอกฟัน (Interdental brush) คือ แปรงชนิดพิเศษ มีรูปร่างคล้ายแปรงล้างขวด แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ใช้กับฟันของผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุที่มีเหงือกร่น มีช่องว่างระหว่างฟันกว้าง วิธีการใช้ ให้สอดแปรงเข้าไปในซอกฟัน แล้วถูที่ด้านข้างของฟัน ทำหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ซอกฟันสะอาด แปรงชนิดนี้ไม่ควรใช้กับซอกฟันที่มีเหงือกอยู่เต็ม

แปรงสีฟันที่มีขนแปรงหมู่เดียว (Single tufted brush) เป็นแปรงสีฟันชนิดที่หัวแปรงมีขนรวมกันเป็นหมู่เดียว มีขนาดเล็กเหมาะสำหรับทำความสะอาดที่ บริเวณคอฟัน และระหว่างฟัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีฟันซ้อนเก ฟันล้ม หรืออยู่ระหว่างใส่เครื่องมือจัดฟัน วิธีใช้ให้ถูไปมาหลายๆ ครั้ง

การใช้ไม้จิ้มฟัน ไม้จิ้มฟันมีส่วนช่วยทำความสะอาดฟันที่บริเวณซอกฟันได้ หากใช้อย่างถูกต้อง โดยสอดปลายแหลมของไม้จิ้มฟัน เข้าไปในซอกระหว่างฟัน ให้ไม้จิ้มฟันแนบกับด้านข้างของฟัน ขยับไม้จิ้มฟันเข้าออกหลายๆ ครั้ง โดยให้ผิวของไม้ทำหน้าที่ถูกบริเวณด้านข้างของฟัน เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ และควรระวังไม่ให้กระแทกเหงือก เพราะจะส่งผลให้เหงือกอักเสบ และเกิดการร่นของร่องเหงือกได้ ผู้ที่จะใช้ไม้จิ้มฟันทำวามสะอาดด้านข้างของฟัน ควรเป็นผู้ที่มีช่องว่างระหว่างซอกฟัน เช่น ในฟันของผู้สูงอายุ สิ่งสำคัญในการเลือกใช้ไม้จิ้มฟันนั้น ควรเลือกไม้จิ้มฟันที่สะอาด มีเนื้อไม้เรียบ ไม่มีเสี้ยน

2. การตรวจสภาพช่องปาก

2.1 การตรวจสภาพช่องปากด้วยตนเอง เป็นการตรวจดูอวัยวะช่องปาก เพื่อให้ทราบว่า มีความผิดปกติหรือไม่ ควรตรวจดูทุกวันอย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่แปรงฟันแล้ว

วิธีการตรวจฟันด้วยตนเอง ให้อ้าปากส่องดูกับกระจกเงา ในบริเวณที่มีแสงสว่างพอเพียง สิ่งสำคัญที่ต้องตรวจ คือ ดูเหงือกว่ามีลักษณะบวมแดง มีเลือดออก มีหินน้ำลายหรือไม่ ดูฟันว่า มีจุดดำ มีฟันเป็นรูหรือไม่ และดูที่กระพุ้งแก้ม ลิ้น เพดาน เยื่อเมือกของช่องปาก ว่ามีรอยแผล หรือมีฝ้าขาวหรือไม่ การตรวจดูทุกวัน จะทำให้เราทราบถึงคววามผิดปกติในระยะเริ่มแรก และเมื่อพบก็ควรไปพบทันตแพทย์ เพื่อรับคำปรึกษา และแนะนำ หรือรับการรักษาก่อนที่โรคจะลุกลามมาก จนไม่สามารถรักษาได้ การตรวจฟันด้วยตนเองมีขั้นตอนดังนี้

1. การตรวจฟันหน้าบนและล่าง กระทำได้โดย ยิ้มยิงฟันกับกระจก ให้เห็นฟันหน้า ทั้งบนและล่าง และเห็นส่วนของเหงือกด้วย (ภาพที่ 4)

2. การตรวจฟันกรามบนและล่างด้านติดแก้ม ใช้นิ้วช่วยดึงมุมปาก ด้านที่ต้องการตรวจ เพื่อให้เห็นได้ชัดเจน ตรวจดูทั้งซ้ายและขวา (ภาพที่ 5)

 

3. การตรวจด้านบดเคี้ยว และด้านติดลิ้นของฟันกรามล่าง ให้ก้มหน้าอ้าปากกว้างๆ แล้วกระดกลิ้นขึ้น เพื่อให้เห็นชัดเจน ในส่วนของฟันด้านบดเคี้ยว และด้านติดลิ้น ของฟันกรามล่าง ตรวจทั้งด้านซ้ายและขวา (ภาพที่ 6)

ภาพที่ 5 การตรวจฟันด้านบดเคี้ยว และด้านติดลิ้น ของฟันกรามล่าง

4. การตรวจฟันด้านบดเคี้ยว และด้านเพดานของฟันกรามบน ให้เงยหน้า และอ้าปาก ดูที่ด้านบดเคี้ยว และด้านเพดานของฟันกรามบน ทั้งด้านซ้ายและขวา บริเวณนี้จะมองเห็นไม่ค่อยชัดเจน ควรใช้กระจกเล็กๆ ช่วยสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น (ภาพที่ 7)

ภาพที่ 5 การตรวจฟันด้านบดเคี้ยว และด้านเพดาน ของฟันกรามบน

การพบทันตแพทย์ เป็นการไปพบเพื่อตรวจสภาพช่องปากอย่างละเอียด และรับคำแนะนำการดูแลทันตสุขภาพ หรือรับการรักษา การไปพบทันตแพทย์ ควรเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก เมื่อมีฟันเริ่มขึ้น คือ อายุประมาณ 6 เดือน หรืออย่างช้าเมื่ออายุได้ 1 ปี ควรพบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ในกรณีที่เด็กมีปัญหา เกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย หรือมีความผิดปกติของอวัยะวในช่องปาก ระยะเวลาการไปพบทันตแพทย์ ควรพิจารณาให้เหมาะสมเฉพาะราย

3. การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อทันตสุขภาพ    อาหารมีความสำคัญต่อการสร้างฟัน แต่อาหารบางอย่างอาจเป็นโทษต่อฟัน หากมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น การรับประทานอาหารเพื่อให้เกิดผลดี ต่อทันตสุขภาพจึงควรคำนึงถึง

3.1 ระยะที่ฟันขึ้นแล้ว ในระยะที่ฟันขึ้นแล้ว อาหารหวานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคฟันผุ ดังนั้น การบริโภคอาหาร เพื่อการมีทันตสุขภาพที่ดี จึงควรคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้

1. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล โดยเฉพาะที่มีลักษณะเหนียว ซึ่งติดฟันง่าย และอยู่นาน เพราะจะเกิดฟันผุได้

2. ไม่ควรรับประทานอาหารจุบจิบ เพราะจะมีเศษอาหารตกค้างอยู่ในปากอยู่เสมอ ทำให้เกิดกรดขึ้นตลอดเวลา และฟันจะถูกกัดกร่อนมากขึ้น จนเกิดการผุขึ้นได้

3. ควรรับประทานอาหารหวานเฉพาะในมื้ออาหาร เพราะในมื้ออาหารมีอาหารหลายชนิด รวมทั้งน้ำด้วย จึงมีส่วนช่วยให้น้ำตาลมีความเข้มข้นลดลง การเกิดกรดก็จะลดลงด้วย

4. ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีน(เนื้อ นม ไข่)  ผัก และผลไม้เป็นอาหารว่าง แทนการรับประทานขนมหวาน หรืออาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต

 

4. การใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ

การเสริมฟลูออไรด์ทางระบบทั่วร่างกาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการป้องกันฟันผุ ควรปฏิบัติดังนี้

              1. ให้เด็กรับประทานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 12 ปี

2. ควรรับประทานฟลูออไรด์ขณะที่ท้องว่าง เพื่อให้มีการดูดซึมได้มากที่สุด

3. การให้เด็กรับประทานยาเม็ด ควรให้เคี้ยว แล้วอม เพื่อให้ฟลูออไรด์ทำปฏิกิริยากับผิวฟันก่อนกลืน จะทำให้ได้การเสริมฟลูออไรด์เฉพาะที่ด้วย

4. เด็กที่รับประทานยาเม็ดไม่ได้ ควรใช้ยาชนิดยาน้ำหยดเข้าปากหรือบดยาเม็ดผสมน้ำให้เด็ก

 

 

การให้ฟลูออไรด์เฉพาะที่ (Topical Fluoride) เป็นการใช้ฟลูออไรด์ในระยะที่ฟันขึ้นในช่องปากแล้ว ฟลูออไรด์มีผลป้องกันฟันผุ โดยทำให้เกิดการสะสมแร่ธาตุฟลูออไรด์ที่ผิวฟัน ทำให้โครงสร้างฟันมีความแข็งมากขึ้น ช่วยยับยั้งการสูญเสียแร่ธาตุจากผิวฟัน และลดปริมาณของ          จุลินทรีย์ในช่องปาก การใช้ฟลูออไรด์เฉพาะที่ แบ่งออกเป็นชนิดที่ทันตบุคลากรเป็นผู้ให้ และชนิดใช้เองที่บ้าน ซึ่งผลการป้องกันฟันผุ จะสัมพันธ์กับปริมาณความเข้มข้น ของฟลูออไรด์ และความถี่ของการใช้

               1. การใช้ฟลูออไรด์เฉพาะที่โดยทันตบุคลากร วิธีนี้เหมาะกับเด็กวัยก่อนเรียน เรียกว่า การเคลือบฟัน เป็นวิธีที่ทันตบุคลากรใช้ฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง ทาที่ฟันเด็ก ฟลูออไรด์ที่ใช้ได้แก่ ชนิดเจล ชนิดน้ำ และฟลูออไรด์วานิช

 2. ฟลูออไรด์สำหรับใช้ด้วยตนเองที่บ้าน เป็นรูปแบบของฟลูออไรด์ที่เหมาะสม ต่อการป้องกันฟันผุในผู้ใหญ่ และเด็กที่สามารถควบคุมการกลืนได้ ซึ่งได้แก่ น้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ผลิตภัณฑ์ฟลูออไรด์เคลือบชนิดทำด้วยตนเองที่บ้าน

                ผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ ที่มีขายทั่วไปในท้องตลาด ที่นำไปใช้ที่บ้านได้ มีปริมาณความเข้มข้นของฟลูออไรด์ และวิธีการใช้ที่แตกต่างกัน คือ น้ำยาโซเดียมฟลูออไรด์ 0.2% ใช้อมบ้วนปากอาทิตย์ละครั้ง และน้ำยาโซเดียมฟลูออไรด์ 0.05% ใช้อมบ้วนปากทุกวัน วันละครั้ง การใช้น้ำยาบ้วนปากควรใช้น้ำยาประมาณ 10 มิลลิตร อมกลั้วปากนาน 1 นาที แล้วจึงบ้วนทิ้ง และไม่ควรรับประทานอาหาร หรือน้ำภายใน ½ ชั่วโมง เพื่อให้ฟลูออไรด์คงอยู่ในปากได้นานๆ จากการศึกษาพบว่า การใช้น้ำยาบ้วนปาก โซเดียมฟลูออไรด์สามารถป้องกันฟันผุ ได้ประมาณ 20-40%

ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ เป็นสิ่งที่ควรใช้เป็นประจำทุกวัน เพราะหาซื้อได้ง่าย และมีข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับฟลูออไรด์เฉพาะที่ ในปริมาณความเข้มข้นน้อยๆ และได้รับอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคฟันผุได้ดี

ข้อควรระวังในการใช้ฟลูออไรด์

ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ฟลูออไรด์หากนำมาใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยป้องกันฟันผุได้ แต่หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป ย่อมก่อให้เกิดผลข้างเคียง หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ พิษจากฟลูออไรด์เกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะคือ ชนิดเรื้อรัง และชนิดเฉียบพลัน ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณ และระยะเวลาของฟลูออไรด์ที่ได้รับ

1. พิษของฟลูออไรด์ชนิดเรื้อรัง (Chronic Toxicity) เป็นผลจากการได้รับปริมาณฟลูออไรด์ เกินขนาดที่เหมาะสม (Optimum Level) ต่อเนื่องเป็นเวลหลายปี ในระยะเวลาที่ฟันกำลังมีการสร้างตัว ทำให้เกิดภาวะฟันตกกระ เช่น การดื่มน้ำที่มีปริมาณของฟลูออไรด์เข้มข้น เกินกว่า 0.7 พีพีเอ็ม เป็นประจำ การรับประทานยาเม็ดฟลูออไรด์ หรือยาน้ำฟลูออไรด์ในปริมาณไม่เหมาะสม การกิน หรือกลืนยาสีฟันผสมฟลูออไรด์บ่อยๆ ดังนั้น เด็กที่จะให้รับประทานฟลูออไรด์เสริม จึงต้องคำนึงถึงปริมาณฟลูออไรด์ จากแหล่งอื่นๆ ที่เด็กจะได้รับด้วย

2. พิษของฟลูออไรด์ชนิดเฉียบพลัน (Acute Toxicity) พิษชนิดเฉียบพลัน เกิดจากการได้รับฟลูออไรด์ปริมาณเกินขนาด ในคราวเดียวกัน อาการที่เกิดจะรุนแรงมาก หรือน้อย ขึ้นกับปริมาณของฟลูออไรด์ ที่รับประทาน และน้ำหนักตัวของผู้นั้น ซึ่งมีตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน มีน้ำลายออกมาก ปวดท้อง มีภาวะขาดน้ำ อาการจะสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใน 30 นาที หลังจากได้รับฟลูออไรด์

ปริมาณฟลูออไรด์ที่จะก่อให้เกิดพิษอย่างเฉียบพลันได้นั้น ต้องมีปริมาณที่สูงมาก เช่น เด็ก 2 ขวบ มีน้ำหนักตัว 10 กิโลกรัม หากได้รับโซเดียมฟลูออไรด์ ปริมาณ 0.7 ถึง 1.5 กรัม (ยาเม็ดฟลูออไรด์ ขนาด 2.2 มิลลิกรัม มากกว่า 300 เม็ด) อาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น การจ่ายยาเม็ดฟลูออไรด์ ในแต่ละครั้ง ควรบรรจุขนาด 100-120 เม็ด และกำชับให้ผู้ปกครอง เก็บขวดยาในที่ปลอดภัยให้พ้นมือเด็ก

ในกรณีที่มีอาการจากพิษของฟลูออไรด์ ไม่มากนัก เช่น คลื่นไส้ อาเจียน แก้ไขได้โดยรับประทารนม ยาเคลือบกระเพาะ หรือทำให้อาเจียน ถ้ามีอาการมาก ต้องส่งแพทย์ เพื่อทำการล้างท้องโดยด่วน

การใช้สารเคลือบหลุมร่องฟัน   สารเคลือบหลุมร่องฟัน (Sealant) เป็นวัสดุสังเคราะห์ชนิดเรซิน (Resin) หรือกลาสไอโอโนเมอร์ (Glass Ionomer) ที่นำมาใช้อุดร่อง หรือหลุมฟัน เพื่อป้องกันโรคฟันผุ การใช้สารเคลือบหลุมร่องฟัน นิยมใช้กับฟันที่เพิ่งขึ้นพ้นเหงือกแล้ว ซึ่งมักจะมีหลุมและร่องฟันที่ลึก เมื่อเคลือบหลุมร่องฟันแล้ว จะช่วยลดการตกค้างของเศษอาหาร ในร่องฟันลง ทำให้โอกาสที่จะเกิดกรดมาทำลายฟัน ก็จะลดลงด้วย

ประสิทธิภาพของสารเคลือบหลุมร่องฟัน ที่สามารถป้องกันฟันผุได้ดี หรือไม่ขึ้นอยู่กับ การติดแน่นของวัสดุที่มีต่อเคลือบฟัน คือ สารเคลือบหลุมร่องฟัน จะให้ผลดีต่อเมื่อทุกส่วนของหลุมร่องฟัน ถูกเคลือบด้วยสารเคลือบหลุมร่องฟัน อย่างสมบูรณ์ โดยทั่วไปพบว่า อัตราการติดแน่นของสารเคลือบหลุมร่องฟัน ที่สมบูรณ์ จะให้ผลการป้องกันฟันผุ ในระยะเวลา 2-8 ปี มี 40-80% ทั้งนี้ขึ้นกับเทคนิค และวิธีการขณะเคลือบ ดังนั้น หลังการเคลือบหลุมร่องฟันแล้ว จึงควรตรวจเช็คฟันเป็นระยะ หากพบว่า สารเคลือบหลุมร่องฟันหลุดออกบางส่วน หรือหลุดออกไปทั้งหมด ควรแนะนำให้ไปเคลือบหลุมร่องฟันใหม่

หมายเหตุ Optimum Fluoride Level หมายถึง ปริมาณฟลูออไรด์ที่ร่างกายควรได้รับ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันฟันผุ แต่ไม่ทำให้เกิดฟันตกกระ โดยทั่วไปมีค่าระหว่าง 0.05-0.07 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน 

 

 

ที่มา http://www.knc.ac.th/kk/family/mou2.htm